PHP infoBoard v.5 PERFECT
www.siam55.com
 

ผ้าขาวม้า








ผ้าขาวม้า - อัตลักษณ์ของคนไทยที่ต่อต้านทุนนิยม
บัณฑิต ปิยะศิลป์ - [ 26 ส.ค. 48, 13:52 น. ]

“ ผ้าขาวม้ามีค่ามากหลาย ทุกคนชอบใช้ไม่ว่าบ้านนอกในกรุง
ซื้อหาราคาไม่สูง คาดเอวลงทุ่งลมพัดสบาย
ขนาดพอดีไม่เล็กไม่ใหญ่ ใช้นุ่งก็ได้หรือจะเอาไว้ไล่ยุง
ใช้เช็ดขาเช็ดหน้าเช็ดตัว บางคนก็โพกหัวก็ชื่นอุรา
มัดผมก็ดูแน่นหนา รองหลังรองบ่าเป็นพวกจับกัง
ปัดฝุ่นถูเรือนกันเปื้อนทุกอย่าง หรือใช้ปูนั่งเตะท่าดูหนังตะลุง”

( บางส่วนเนื้อเพลงผ้าขาวม้า ของสาริกา กิ่งทอง )

ผมจำได้ว่าตั้งแต่ผมเกิดมาและจำความได้ ผ้าขาวม้า เป็นสมบัติชิ้นสำคัญของพ่อผมที่ท่านจะถือ สะพาย พัด ไล่ วี ฯ อยู่บนร่างกายของท่านมิได้ขาด รวมทั้งผู้คนที่อยู่ในชุมชนหมู่บ้านชนบท และทุกวันนี้คนในชุมชนก็ยังใช้กันอยู่เพราเป็นผ้าที่อาจจะถือได้ว่าสารพัด ประโยชน์ในการใช้สอย เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไท ของ คนในชนบท แต่ทุกวันนี้เป็นยุคของการเปลี่ยนผ่าน ผ้าขาวม้า เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์เท่านั้นเองเหรอ จึงมันเป็นคำถามที่อยู่และค้างในใจของผมอยู่ ซึ่งเพราะจะสังเกตว่าผ้าขาวม้าเป็นเพียงสัญลักษณ์ของนักการเมืองในยามลงหา เสียงเลือกตั้ง ในต่างจังหวัดจึงจะมีผ้าขาวม้าสะบายหรือผูกเอวเพราะจะได้รู้สึกว่าเป็นพวก เดียวกันกับกลุ่มที่ท่านเหล่านั้นกำลังจะขอคะแนนเสียง แต่ทำไมไม่ได้มีการนำเอาไปใช้ในสภาหรือไม่ก็ที่ต่างๆ นอกจากการหาเสียง

ผ้าขาวม้า จึงอาจจะกล่าวได้ว่ามันเป็นอัตลักษณ์ของคน หรือกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเป็น “กรรมกร ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร“ ที่บ่งบอกถึงตัวตนของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ เพราะชนชั้นผู้นำเขาใช้ผ้าขาวม้าเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่กำลังแสดงความเป็นพวก เท่านั้นเอง และที่สำคัญมันเป็นลักษณ์ของคนจน ที่ต่อต้านระบบทุนนิยม ก็น่าจะไม่ผิดเพราะนี้คือความเป็น “ท้องถิ่นนิยม” ที่เราจะต้องหยิบยกขึ้นมาเพื่อที่จะต่อสู้กับทุนนิยม นี้คือภูมิปัญญาคนบรรพบุรุษ

สิ่ง ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ประเด็นที่ว่าเรื่องผ้าขาวม้ามีการพูดถึงน้อยมาก เพราะเมื่อใครก็ถามที่ถามถึงเรื่องผ้า ก็จะนึกถึงเพียงผ้าไหม ลายขิด เป็นต้น เรื่องผ้าขาวม้าจึงกำลังถูกระเลย ทั้งที่เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ชิดกับความเป็นวิถีชีวิต ทั้งที่มันบ่งบอกถึงตัวตนของความเป็นชุมชนของท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

และผมก็ได้พบเอกสารงานวิชาการ ของ สำนักวิชาเทคโนโลยีสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เรื่อง ผ้าขาวม้า ย่าม ว่าว : ความเรียงว่าด้วยร่างกาย อัตลักษณ์ และพื้นที่ในวัฒนธรรมไทย จึงยากจะหยิบยกบางประเด็นที่น่าสนนำเสนอ

คำว่า ผ้าขาวม้า : คำนิยามทั่วไปของผ้าขาวม้าในสมัยใหม่ก็คือ ผ้าอเนกประสงค์ หรือผ้าสาระพัดประโยชน์

ภาคใต้ เรียก ว่า ผ้าซักอาบ เป็นผ้าที่ผู้ชายใช้ประโยชน์หลักในการอาบน้ำ ซึ่งชาวภาคใต้จะเรียกหลายชื่อ เช่น ผ้าซักน้ำ ผ้าชุบ ผ้าชุบตัว ผ้าผลัด ผ้าผลัดอาบน้ำ ผ้าปล่อย ผ้าคาดเอว เป็นต้น ภาคเหนือ จะเรียกว่า ผ้าหัว ผ้าตะโก้งหรือตาโก้ง ซึ่งจะหมายถึงผ้าลายตาราง ผ้าเตี่ยว ภาคอีสาน จะเรียกว่า ผ้าแพ ผ้าแพอีโป้ ผ้าขาวม้า ซึ่งในอีสานเองจะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ ผ้าแพรขาวม้าจะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสคล้ายตาหมากรุก และผ้าแพรใส้ปลาไหล หรือผ้าแพลิ้นแลน และในพจนานุกรมภาษาถิ่นอีสาน ก็จะเรียกว่า ผ้าขัดด้าม ผ้าขาวด้าม หรือผ้าด้าม

เมื่อปี พ.ศ. 2522 อาภรณ์พันธุ์ จันทร์สว่าง ได้ใช้แบบสอบถามสำรวจเกี่ยวกับการใช้ผ้าขาวม้าไทย โดยใช้กลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ พบประเด็นที่น่าสนใจ

ประเด็นแรก ร้อย ละ 85.5 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งชายและหญิงมีผ้าขาวม้าใช้เป็นของตัวเอง ผู้ชายร้อยละ 96.5 ใช้ผ้าขาวม้า ขณะที่ผู้หญิงร้อยละ 51.4 เท่านั้นที่ใช้

ประเด็นที่สอง คนกรุงเทพฯ ร้อยละ 78.1 ใช้ผ้าขาวม้าน้อยว่าคนที่มีภูมินิลำเนาอยู่ในต่างจังหวัด ร้อยละ 90.7 สภาพแวดล้อมในชนบทและหน้าที่การงานของคนในชนบท รวมทั้งประเพณีดั้งเดิมทำให้คนต่างจังหวัดมีความผูกพันธ์กับผ้าขาวม้าอย่าง เนียวแน่น

ประเด็นที่สาม คนที่ แต่งงานมีครอบครัว ร้อยละ 96.6 และคนที่เป็นหม้าย ร้อยละ 100 ใช้ผ้าขาวม้ามากว่าคนที่เป็นโสด ร้อยละ 63.3 ในแง่การใช้ผ้าขาวม้าขึ้นอยู่กับการจัดการการดูแลของผู้หญิงที่เป็นภรรยา

ประการที่สี่ ผ้า ขาวม้าส่วนใหญ่ได้มาจากการซื้อ ร้อยละ 89.8 ในขณะที่ทอใช้เอง ร้อยละ 32.3 และมีคนให้ ร้อยละ 33.9 ยังมีความสำคัญต่อการได้มาซึ่งผ้าขาวม้า

ประการที่ห้า ผ้าขาวม้าทำจากผ้าฝ้าย ร้อยละ 97.6 ได้รับความนิยมมากกว่าผ้าไหม ร้อยละ 22.8 เพราะฝ้ายราคาถูกกว่า และดูดซับน้ำได้ดีกว่า

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ เป็นเครื่องยืนยันถึงความนิยมและความผูกพันธ์ที่คนไทยมีต่อผ้าขาวม้าอย่าง ชัดเจน ซึ่งก็สอดคล้องกับความเห็นของต่างชาติที่ว่า ผ้าขาวม้า เป็นสัญลักษณ์ของโภคทรัพย์ ความสามารถในการประดิษฐ์ และความงาม และบ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของสังคมท้องถิ่นด้วย

ที่ สำคัญผ้าขาวม้ายังเป็นที่นิยมใช้ทั้งในครอบครัวของชนบทและครอบครัวในเมือง อย่างไรก็ตาม การใช้ผ้าขาวม้าในสังคมไทย สมัยใหม่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดระหว่างเมืองกับชนบท กล่าวคือ ในสังคมชนบทผ้าข้าวม้าเป็นเครื่องมือที่ใช้กันทุกเพศทุกวัย ใช้กับทุกส่วนของร่างกายและทำได้ทุกกิจวัตร รวมทั้งใช้ในครัวเรือนไร่นา หรือที่สาธารณะทั่วไป แต่ในสังคมเมืองมักใช้ผ้าขาวม้าส่วนตัวของผู้ชายและกำจัดการใช้เฉพาะกิจกรรม ส่วนตัว หรือที่รโหฐานเท่านั้น ดังนั้น การใช้ผ้าขาวม้าเป็นผ้าอเนกประสงค์ที่ใช้ได้กับทุกคนในทุกสถานที่ทุกเวลา อาจจะเป็นจริงเฉพาะในสังคมชนบทและสังคมของผู้ใช้แรงงานเท่านั้น

จากที่ได้กล่าวมาเราจะเห็นได้ว่า ผ้าขาวม้าเป็นผ้าอเนกประสงค์หรือผ้าสารพัดประโยชน์ก็จริง แต่ผ้าขาวม้าไม่ได้รับการยอมรับหรือให้เกียรติมากนักในสังคมวัฒนธรรมไทย

ไมเคิลไล ไรท“เรียก ว่า ผ้าพื้นเมือง ไทยดี แต่ซิ่นไทยไม่ดี ผ้าขาวม้าเป็นเอกลักษณ์ไทยแท้ แต่ต้องทำเป็นสากลก่อน โดยการจำกัดภาพลักษณ์และหน้าที่ดังเดิมของผ้าขาวม้าให้หมดไปเสียก่อน ในเมื่อผ้าพื้นเมืองเป็นที่เคารพนับถือ ทำไมอาภรณ์ เช่นผ้าซิ่น ผ้าสะพาย ไม่เป็นที่นิยมนุ่งห่ม ทั้งๆ ที่มันสวยงาม สง่างาม และที่สำคัญมันเหมาะกับดินฟ้าอากาศและถูกต้องตามประเพณีมันน่าเกียจตรงใหน”

เหตุผลที่ผ้าขาวม้าไม่ถูกยกย่องในสังคมเพราะ

ประการแรก งาน หลักของผ้าขาวม้าคือ ผ้าที่ใช้ขจัดสิ่งปฏิกูล ออกจากร่างกาย เช่น เหงื่อไคล น้ำมูก น้ำตา น้ำลาย ฯลฯ สิ่งปฏิกูลเหล่านี้ถูกซับไว้ในเนื้อผ้าของผ้าขาม้า แม้จะทำความสะอาดอย่างไร ผ้าขาวม้าก็ได้ชื่อว่าเป็นผ้าที่ทำความสะอายร่างกาย ไม่ใช่ผ้าที่ใช้เสริมความงามของเรือนร่าง ไม่ใช้ผ้าปกปิดกายให้มือชิดเรียบร้อย แต่ใช่เปิดเผยหรือใช้บางส่วนของร่างกายเปิดรับกาอากาศจากภายนอก นำมาซึ่งความสะดวกสบายแก่ร่างกาย หรือใช้ปกปิดร่างกายเพื่อไม่ให้อุจาดเท่านั้น

ประการที่สอง ผ้า ขาวม้าเป็นผ้าที่ใช้ในพื้นที่ส่วนตัว และใช้กับส่วนต่ำหรือส่วนที่สกปรกของร่างกาย ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีข้อห้ามในการนำเอาผ้าฝืนเดียวกันนี้ใช้กับส่วนบนของ ร่างกาย เช่น ศรีษะ หรือใบหน้า ซึ่งถือได้ว่าเป็นพื้นที่เกียรติยศของคนในวัฒนธรรมไทย ผ้าขาวม้าจึงเป็นผ้าที่ใช้ได้กับทุกส่วนของร่างกาย ด้วยความสารพัดประโยชน์ในลักษณะนี้เองผ้าขาวม้าจึงไม่มีสภานภาพที่สูงกว่า ของใช้ธรรมดาชิ้นหนึ่ง

ประการที่สาม ผ้าขาวม้าส่วนใหญ่ใช้เพื่อนุ่งห่มหรือปกปิดร่างกายของคนจนหรือคนที่ไร้ เกียรติในสังคม เป็นเครื่องหมายการค้าของคนแบบบ้านนอกและชนชั้นผู้ใช้แรงงานและความไร้ เกียรติไร้อำนาจของคนในสังคม ในสายตา “ผู้ดี” ผ้าขาวม้าบนร่างกายของคนในเมืองที่มาจากชนบทมังจะถูกมองว่าเป็นเรื่องตลก เชย รวมทั้งอุจาดประเจิดประเจ้อ

ที่ ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้น ส่วนหนึ่งมาจากความคิดของกระผมของด้วย เพราะผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบใช้ผ้าขาวม้า แต่ผมเรียกว่าผ้าด้ามในการเดินทาง เพราะผมเป็นคนที่ชอบการเดินทางเก็บง่าย แห้งเร็ว ใช่สะดวก ใช้ได้ทุกส่วนพื้นที่ของร่างกาย ซึ่งประโยชน์ที่ได้ก็อย่างที่ได้กล่าวมาทั้งหมดจากข้างต้น ที่สิ่งที่ประทับใจผมก็คือนอจาจากจะเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นท้องถิ่นนิยม แล้ว สิ่งเหล่านี้มันก็คือภูมิปัญญาของคนไทยของเรา เพราะพวกเราเฝ้าถามกันอยู่เสมอว่าทางรอดของสังคมไทยอยู่ตรงไหน ผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งมันน่าจะเห็นตัวตนของเราที่ยอมรับความเป็นท้องถิ่นของ เราให้มาก เพราะมันน่าจะเหมาะกับเราที่บรรพบุรุษได้คัดสรรมา แต่เรากำลังจะลืมและคัดสิ่งที่ดีๆ เหล่านี้ให้ออกไปจากวิถีชีวิตของเรา

ผมคงจะไม่ได้ไปบอกว่าให้ทุกคนหันมาใช้ผ้าขาวม้า ให้สังคมยอมรับผ้าขาวม้า ยกย่องผ้าขาวม้า ผมคงไม่ได้หมายความอย่างนั้น และผมก็เชื่อแน่ว่าถ้ามันมันเหมาะกับสังคมอย่างทุกวันนี้มันก็จะถูกคัดออกไป แต่สิ่งที่ยอมยากจะกระทำคือ ไม่อยากให้พวกเราลืม สิ่งเหล่านี้ ถ้าดีเราก็เก็บไว้กับตัวเรานี้ละดีที่สุด







 
  No Image ผู้โพส : admin
สถานะ : ผู้ดูแล

Reply : [ admin ] แทรกข้อความ ในกรอบแรก
23/12/2008 - 16:49
Add?  No Card  Bad Report  Delete
 

หัวข้อ : 0307-1 | เลขหน้า : 1 ถึง 1


  เพิ่มข้อความในหัวข้อรวม : ผ้าขาวม้า หัวข้อรวม